สวนชมพู่ ทองสามสี ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ 5 ตำบลถอนสมอ เป็นสวนผลไม้ที่ปลูกชมพู่ กระท้อน ลิ้นจี่ที่เปิดให้ประชาชนเข้าชม ชิมผลไม้จากต้น จะซื้อเป็นของฝากหรือซื้อต้นพันธุ์กลับบ้าน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณณัฐวุฒิ จันทร์พงษ์แก้ว โทร. 0 3653 6161 และ คุณวิเชียร ผลทับทิม 182/1 หมู่ 4 ตำบลพิกุลทอง โทร. 0 7904 0989 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอท่าช้าง โทร. 0 3659 5119 การเดินทาง ใช้เส้นทางหมายเลข 3454 ทางไปวัดเสมา กิโลเมตรที่ 25 จากปากทางให้เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 800 เมตร
Posts Mentioning RSS Toggle Comment Threads | Keyboard Shortcuts
-
Mr.WhereThai
-
Mr.WhereThai
วัดพิกุลทอง
อยู่ในเขตตำบลวิหารขาว ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16 กิโลเมตร อยู่ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหารไปประมาณ 9 กิโลเมตร ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่อแพ (พระเทพสิงหบุราจารย์) ภายในวัดมี พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและเครื่องอัฐบริขารของหลวงพ่อแพตั้งแต่อด ีตถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นอีกด้านหนึ่งของวัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 11 วา 2 ศอก 7 นิ้ว สูง 21 วา 1 คืบ 3 นิ้ว ภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกทองคำธรรมชาติชนิด 24 เครอบ ๆ พระวิหารใหญ่มีวิหารคต ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันต่าง ๆ และพระสังกัจจายองค์ใหญ่ และบริเวณวัดยังมีสวนธรรมะ และสิ่งก่อสร้างที่สวยงามน่าสนใจ แวดล้อมด้วยบรรยากาศสงบร่มรื่น การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3032 กิโลเมตรที่ 7-8 จะเห็นป้ายบอกทางไปวัดพิกุลทอง ไปตามถนนสาย 3008 ประมาณ 8 กิโลเมตร
-
Mr.WhereThai
วัดกุฎีทอง
ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ในเขตตำบลบางน้ำเชี่ยว ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีประมาณ 400 เมตร หรือเส้นทางหลวงหมายเลข 32 กิโลเมตรที่ 125-126 ภายในวัดมีมณฑปลักษณะเหมือนเจดีย์ ย่อมุมไม้สิบสอง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2443 โดยหลวงพ่อปัญญา อุตมะพิชัย เจ้าอาวาส ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอดและภายในมณฑปนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุท ธบาทโลหะจำลองไว้เป็นที่เคารพสักการะ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดกุฎีทองยังมี ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยพวน ซึ่งได้รวบรวมเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ของชาวไทยพวน เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องมือ ทำนา ดักสัตว์ จับปลา ตลอดจนยวดยานพาหนะทางน้ำเป็นของเก่าแก่ไว้ให้ชมอีกด้วย ติดต่อขอเข้าชมได้ที่ เจ้าอาวาสวัดกุฎีทอง ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดกุฎีทอง ศูนย์ฯ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น.
-
Mr.WhereThai
วัดจำปาทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลโพประจักษ์ เป็นสถานที่เก็บรักษาเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อคราวเสด็จประพาสในการล่องแม่น้ำน้อย เป็นเรือมาดเก๋ง ประเภทเรือแจว ชื่อว่าเรือจำปาทองสิงห์บุรี นอกจากนั้นภายในวัดมีพระนอนองค์ใหญ่ ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมาย 3454 ระหว่างกิโลเมตรที่ 22-23 ให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาประมาณ 800 เมตร
-
Mr.WhereThai
วัดโพธิ์เก้าต้น หรือ วัดไม้แดง ตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ตำบลบางระจัน ตรงข้ามกับอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร เส้นทางหลวงหมายเลข 3032 เป็นสถานที่ที่วีรชนชาวบ้านบางระจันได้เคยใช้เป็นที่มั่นในการต่อต้านพม่าที ่ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2308 ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า “วัดไม้แดง” เพราะภายในบริเวณมีต้นไม้แดง ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งอยู่หลายต้น และชาวบ้านถือกันว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครกล้าตัดหรือทำลาย ในบริเวณวัดมี “วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ” เป็นวิหารทรงจตุรมุข พระอาจารย์ท่านเป็นผู้นำสำคัญผู้หนึ่งของชาวบ้านบางระจัน และใกล้ ๆ กันมีสระน้ำพระอาจารย์ธรรมโชติ มีปลาอยู่ชุกชุมเพราะชาวบ้านถือว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์จึงไม่จับไปรับประทาน และยังมีศาลรวมวิญญาณวีรชนค่ายบางระจันตั้งอยู่ใกล้ริมรั้ว ส่วนหน้าวัดได้มีการจำลองค่ายบางระจันตามประวัติศาสตร์ไว้ด้วย กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดโพธิ์เก้าต้นเป็นโบราณสถาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498
-
Mr.WhereThai
อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน และอุทยานค่ายบางระจัน
อยู่ห่างจากตัวเมือง 15 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3032 มีพื้นที่ประมาณ 115 ไร่ เป็นสวนรุกขชาติพักผ่อนหย่อนใจ จะเห็นอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันเป็นรูปหล่อประติมากรรมของหัวหน้าชาวค่าย บางระจันทั้ง 11 คน สร้างโดยกรมศิลปากรปรากฏสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ในสวนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หั วรัชกาลปัจจุบันทรงเปิดอนุสาวรีย์นี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2519 ค่ายบางระจันมีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ความกล้าหาญและเสียสละของวีรชนไทยที่เก ิดขึ้น เมื่อเดือน 3 ปีระกา พ.ศ. 2308 ในครั้งนั้นชาวบ้านบางระจันได้รวมพลังกันต่อสู้กับกองทัพพม่าซึ่งมีจำนวนมาก มายมหาศาล โดยพม่าต้องยกทัพเข้าตีหมู่บ้านนี้ถึง 8 ครั้ง ใช้เวลา 5 เดือน จึงเอาชนะได้เมื่อวันจันทร์แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ พ.ศ. 2309 นับเป็นอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง ค่ายบางระจันในปัจจุบันได้สร้างจำลองโดยอาศัยรูปแบบค่ายในสมัยโบราณ และภายในบริเวณยังมี อาคารศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน จัดห้องนิทรรศการโดยแบ่งออกเป็นห้องต่าง ๆ ห้องแรก แสดงเรื่องค่ายบางระจัน เครื่องใช้โบราณ แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย หนังใหญ่ ห้องที่สอง จัดแสดงมรดกเมืองสิงห์บุรี ห้องที่สาม แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองสิงห์บุรีและของดีเมืองสิงห์บุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3659 7126 การเดินทาง โดยรถประจำทาง สามารถขึ้นรถที่ บขส. ในอำเภอเมืองสิงห์บุรี สายสุพรรณบุรี-สิงห์บุรี มาลงที่อนุสาวรีย์วีรชนฯ
-
Mr.WhereThai
คูค่ายพม่า ตั้งอยู่ที่บ้านเจดีย์หัก หมู่ 1 ตำบลบ้านแป้ง ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีไปประมาณ 16 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 32 กิโลเมตรที่ 129 เป็นแหล่งชุมชนโบราณมีลักษณะเป็นเนินดินแนวยาวรูปร่างคล้ายตัว L ยาวประมาณ 5-15 เมตร กว้างประมาณ 3 เมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2127 ครั้งที่พม่ายกกองทัพมาตั้งที่ปากน้ำบางพุทราเพื่อรวบรวมกำลังเข้าตีกรุงศรี อยุธยา นับเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ปัจจุบันได้ปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป
-
Mr.WhereThai
วัดกลางท่าข้าม
ตั้งอยู่ที่ 3 หมู่ 3 ตำบลท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน เดิมชื่อวัดท่าข้าม เป็นวัดเก่าแก่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด จากหลักฐานสำคัญซึ่งเป็นมรดกสืบทอดกันมา สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในวัดมีพระอุโบสถกว้าง 8 เมตร ยาว 24 เมตร กำแพงเก่าโดยรอบสร้างเมื่อ พ.ศ. 2526 พระประธานในพระอุโบสถมีพุทธลักษณะปางสมาธิสมัยอยุธยา นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปหลวงพ่อศรี หลวงพ่อธรรม เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่วัด เนื้อทรายปางมารวิชัยสมัยอยุธยาอยู่ในพระวิหาร นอกจากนั้นภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติของวัด ประกอบด้วย องค์หล่อรัชกาลที่ 5 รูปหลวงพ่อเพื่อนและอดีตเจ้าอาวาสทุกองค์ เครื่องอัฐบริขารที่รัชกาลที่ 5 ทรงถวายให้ทางวัด ประกอบด้วย บาตร ปิ่นโตเถาใหญ่ ตะเกียง ตาลปัตร กาน้ำร้อนทำด้วยนวโลหะ ย่ามทำด้วยหนังอย่างดี ผ้าไตรแพร เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงเคยเสด็จประภาสทางชลมารคเพื่อมานมัสการวัดพระนอนจักรสีห์ แต่ได้มาพลบค่ำที่วัดท่าข้าม จึงได้ขึ้นมาประทับพักแรมที่วัดท่าข้ามแห่งนี้ โดยไม่ได้แสดงตนว่าเป็นพระมหากษัตริย์ จึงได้มาพบหลวงพ่อเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้นได้ต้อนรับเป็นอย่างดี ก่อนเสด็จกลับจึงได้รู้ว่าเป็นรัชกาลที่ 5 และในภายหลังก็มีการติดต่อกันเรื่อยมา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วัดกลางท่าข้าม โทร. 0 3653 5452
-
Mr.WhereThai
วัดอัมพวัน
สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ “วัดบางม่วง” สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือ หอไตรกลางน้ำ เป็นสถาปัตยกรรมไทยที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นเรือนไม้ยกใต้ถุนสูง ตัวหอมีขนาด 2 ห้อง ช่วงล่างเป็นลูกฟักกระดานดุน ตอนบนเป็นซี่ลูกกรงไม้ กลึงเสา กรอบประตูเป็นเสาหัวเม็ด ประตูหูช้าง เครื่องลำยองเป็นไม้จำหลัก หลังคาซ้อน 2 ชั้น มีปีกนก 1 ชั้น มุงกระเบื้องดินเผาใต้เชิงชาย และหน้าบันประดับไม้สลักลายรดน้ำ หน้าบานประตูทางเข้าหอไตรเป็นบานไม้ลงรัก ปิดทอง ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ อกเลาเป็นไม้จำหลักลายดอกพุดตาน ลูกฟัก เหนือประตูเป็นภาพนกข้างละตัว เหนือขึ้นไปเป็นภาพพระอาทิตย์ พระจันทร์ ในห้องสะกัดท้ายหอไตรเป็นที่เก็บพาน ตะลุ่มและฐานพระพุทธรูปไม้จำหลักจำนวนมาก การเดินทาง เรือ โดยสารเรือหางยาวจากท่าเรือหน้าที่ว่าการอำเภอบางใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที รถยนต์ ใช้เส้นทางถนนวงแหวนรอบนอกบางบัวทอง-ตลิ่งชัน เลี้ยวแยกซ้ายมือที่ตำบลบางม่วง
-
Mr.WhereThai
ศูนย์อนุรักษ์ควายไทยเขางาม
ตั้งอยู่ใกล้วัดพระนอนจักรสีห์ อำเภอเมือง สร้างเมื่อพ.ศ. 2543 โดยสโมสรโรตารีจังหวัดสิงห์บุรีและวัดพระนอนจักรสีห์ร่วมกันก่อตั้ง เป็นสถานที่เลี้ยงควายไทยเพื่ออนุรักษ์ไม่ให้หมดสิ้นไปจากประเทศ โดยมอบให้เกษตรกรนำไปขยายพันธุ์ต่อไป ให้คนรุ่นหลังได้รู้จักควายไทยที่ชาวบ้านนำมาไถนานวดข้าว ผู้มีจิตศรัทธาสามารถนำควายที่ไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์นำมาขยายพันธุ์ต่อไป รวมทั้งเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของควายไทยที่ได้ร่วมรบกับชาวบ้านบางระจันต่อสู ้กับพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ศูนย์อนุรักษ์ควายไทยเขางามเปิดทุกวันเวลา 8.00-18.00 น.








